::ลิงค์ผู้สนับสนุนใจดีช่วยคลิ๊กเข้าไปดูหน่อยนะครับ ^__^ ::: แบตเตอรี่รถยนต์

ebook online ช่างซ่อมคอมเหรอคุณก็เป็นได้ | บทที่ 1-2 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์




บทที่ 1-2

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ มีด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วนด้วยกันคือ

1.Hardware  (ฮาร์ดแวร์) คืออุปกรณ์ที่เราสามารถมองเห็นและจับต้องได้

พวกตัวเครื่อง,เมาส์,คีย์บอร์ด,หน้าจอ พูดง่าย ๆ ก็คือวุตถุทุกชนิดเราเรียกว่า Hardware นั่นเอง

2. Software หรือเรียกง่าย ๆ ว่า โปรแกรม อันนี้เป็นพวกจับต้องไม่ได้แต่จำเป็นต้องมีเช่นโปรแกรม  Word ใช้พิมพ์งาน โปรแกรม Excel ใช้ในการช่วยคำนวณ หรือโปรแกรม winamp ใช้ฟังเพลงเป็นต้น และโปรแกรมพวกนี้คนมักเข้าใจว่าแถมฟรีเมื่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่จริง ๆ แล้วโปรแกรมพวกนี้ไม่ได้ฟรีเพราะมีค่าใช้จ่ายในการผลิตและพัฒนาดังนั้นเวลาซื้อ Hardware แล้วก็อย่าลืมซื้อ Software ด้วยนะครับ อย่างwindows version ที่เป็น OEM (ซื้อพร้อม Hardware) จะมีราคาถูกกว่าแบบปกติมากพอสมควร หรือไม่ก็หันไปใช้พวก Open source หรือฟรีแวร์กันดีกว่า

 

ประเภทของโปรแกรม   โปรแกรมก็มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ ๆ นะคือ

1.โปรแกรม ระบบปฏิบัติการ หรือ Operating System

   

-โปรแกรมที่เป็นระบบปฏิบัิตการ

หรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า OS  พวกนี้ก็เช่น Windows,Linux หรือ Mac OS ของ เครื่อง  Apple (แอปเปิ้ล)

2.โปรแกรมใช้งานหรือที่เราเรียกกันว่า Application Program (แอบพลิเคชั่น โปรแกรม)

 

โปรแกรมในกลุ่มนี้ได้แก่โปรแกรมใช้งานทั่ว ๆ ไปเช่นMs-word,power DVD,Gom playter ,Winamp พวกที่เราเปิดขึ้นมาเพื่อใช้งานต่าง ๆ

แล้วก็ยังจำแนกโปรแกรมใช้งานได้อีกประเภท พวกนี้เราเรียกว่า UTILITY (ยูทิลิตี้)คือโปรแกรมช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานต่าง ๆ เช่นจัดเรียงข้อมูลในเครื่อง (Defragment program) ,สำรองข้อมูล (Backup),ทำให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ (Tweek) เป็นต้น.

และ Software อีกชนิดที่ขาดไม่ได้คือ ดาต้า (Data)
Data ดาต้า ไม่ใช่โปรแกรมแต่เป็นข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ เช่น เราพิมพ์งานใน MS-word เวลาเราสั่งเซฟไฟล์ ไฟล์ที่เราเซฟจะมีนามสกุลเป็น .DOC หรือเวลาเราแต่งภาพด้วย Photo shop ไฟล์ภาพที่เราแต่งก็จะเป็น .PSD หรืออื่น ๆ เช่น .JPG,.BMP,.TIFF  ดังนั้นผู้ใช้จึงควรจำแนกได้ว่า ดาต้านามสกุลในสามารถเปิดและใช้ร่วมกับโปรแกรมใดได้บ้างก็จะทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์สะดวกขึ้น.

3องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการใช้งานคอมพิวเตอรก็คือผู้ใช้หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า USER หรือ ผู้ใช้นี่แหละ เป็นตัวแปรทำให้การทำงานของคอมพิวเตอร์นี้มีประสิทธิภาพมากหรืน้อยขนาดไหน

“อย่างในกรณีของเล็กนะเค้าเรียกว่า ยูสเซอร์ เอ๋อเหรอ (User Error)”

“แหม….ได้ทีซ้ำเติมเลยนะเฮีย”

“อืม…แน่นอน  เอาละ คราวนี้เรามาดูว่า Hardwareประกอบด้วยอะไรบ้างเอาแต่ที่สำคัญ ๆ แล้วกัน แต่ละชิ้นทำงานอย่างไรเวลาเสียจะได้วิเคราะห์ได้”

 

องค์ประกอบของ Hardware

  1. CPU (Central Processing Unit) หรือหน่วยประมวลผลกลาง เรียกว่าเป็นหัวใจหลกหรือเป็นมันสมองของเครื่องคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้หากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหนไม่มี CPU มันก็จะไม่สามารถทำงานใด ๆ ได้เลย.

CPUถูกแบ่งออกเป็นประเภทตามแต่บริษัทผู้ผลิต  คือ เป็น 3-4   ยี่ห้อด้วยกันแต่ในปัจจุบันนี้ที่แข่งขันกันในตลาด (ระดับ microcomputer) มีอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อ คือ

 

1. CPU จากค่าย Intel  เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มผู้ใช้งาน คอมพิวเตอร์ทั่วไป ข้อดีของ CPU ตระกูลนี้คือ ความมีเสถียรภาพในการทำงาน ไม่ร้อน  ไม่(ค่อย) มีปัญหากับโปรแกรมต่าง ๆ  แต่มีราคาค่อนข้างแพง รุ่นราคาถูก ความเร็วจะไม่มากนัก

 

2. CPU จากค่าย AMD (American Micro Device)  เป็นCPU ที่เคยผลิต CPU แบบ  (C)กับของ Intel คือ ซื้อเทคโนโลยีบางส่วนของอินเทล มาพัฒนา ทำให้ก้าวตามหลัง Intel  2 ก้าวเสมอ แต่ในปัจจุบัน AMD ได้ออกแบบและพัฒนา CPU ของ ตนเอง จึงมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Intel แต่มีราคาถูกกว่า  ส่วนข้อเสียของ CPU ตระกูลนี้ก็คือ เรื่องของความร้อน และการไม่เข้ากันกับบางโปรแกรมที่เขียนมาเฉพาะกับ CPU Intel

“แล้วจะเลือกซื้อแบบไหนดีคะ?”

“ก็ง่าย ๆ ก็คือตามวัตถุประสงค์การใช้งาน หรืองบประมาณถ้าเรามีงบน้อยก็เลือก AMD ถ้าเรามีงบมากหรือต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงเช่นงานตัดต่อ VDOหรือการทำงานกับโปรแกรม สามมิติหนัก ๆ ก็ให้เลือก Intel”

เอาละครับคุณผู้อ่านเมื่อเรารู้จัก CPU แล้วส่วนประกอบถัดมาที่เราจะต้องรู้จักเป็นอย่างยิ่งและมักจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่พบถึงแม้จะไม่บ่อยก็เถอะ นั่นก็คือเมนบอร์ดหรืที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า มาเธอร์บอร์ด

 

เมนบอร์ด (main board)

เมนบอร์ดก็คือส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว ต่อให้ CPU ดีแค่ไหนแต่ถ้าเราใช้เมนบอร์ดไม่ดีเครื่องเราก็จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ   เวลาซื้อชุดคอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จก็ให้พิจารณาตัวเมนบอร์ดเป็นหลักมากกว่าตัว CPU นะครับเราอาจจะใช้โปรแกรมช่วยตรวจสอบชนิดของ CPU และเมนบอร์ดในเครื่องที่จะซื้ออย่าง CPU-Z ตรวจสอบก่อนจ่ายเงินค่าเครื่องก็ได้ (มีโปรแกรมแจกในแผ่น CD เป็นฟรีแวร์ครับ)

“แล้วจะพิจารณาจากอะไรละคะ  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมนบอร์ดรุ่นไหนดีหรือรุ่นไหนไม่ดี”

เป็นครั้งแรกที่น้องสาวถามแบบมีสาระ

“การจำแนกคุณภาพของเมนบอร์ดนั้นไม่มีกฎตายตัวหรอก ส่วนใหญ่ดูกันที่องค์ประกอบหลัก คือ CHIP SETและราคา”

“CHIP SET???” น้องสาวทวนคำท่าทีสงสัย

“ชิปเซท” ก็คือตัวช่วย CPU ทำงานในด้านต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือตัวช่วยแบ่งเบาภาระ CPU นั่นเองถ้าได้ ชิปเซทดีCPU ก็ไม่ต้องทำงานหนักมาก ก็มาทุ่มเทการทำงานให้งานที่ยูสเซอร์สั่งได้เต็มที่ ก็ เหมือนเลขานั่นละ  ชิปเซทที่เหมาะที่สุดกับ CPU Intel คือ ชิปเซท

ของ Intel เองและชิปเซทที่ดีที่สุดสำหรับ AMD คือ VIAและ Nvidia  หรือเราจะดูจากยี่ห้อเป็นหลักก็ได้ ที่ บริษั่ทพี่ใช้อยู่ก็มี ASUS ,GiGABYTE,Asrock แล้วก็ อีก 2-3 ยี่ห้อพวกนี้คือที่พี่ใช้อยู่แล้ว

มันไม่มีปัญหาอะไร”

“อ๋อ…..ค่ะ” น้องสาวพยักหน้าหงึกหงักทำท่าเข้าใจ

“เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเวลาเลือกซื้อคอมพิวเตอร์คือเมนบอร์ดนะจำไว้  เราไปดู Hardware สำคัญชิ้นต่อไปกันเลยดีกว่าครับคุณผู้อ่านนั่นคือ หน่วยความจำหรือ RAM”
หน่วยความจำหลัก หรือ  RAM

RAM แบบ DDR II 

                                                                                          RAM แบบ DDR III                                                                                        

หน่วยความจำ RAM ย่อมากจากคำว่า Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำที่มีความสำคัญมากในการทำงาน ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่นำเข้า (input)
ข้อมูลส่งออก(Output)  ข้อมูลที่กำลังประมวลผล (working data)  และชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ถูกเรียกใช้งานก็จะถูกโหลดมาไว้ที่ RAM ทั้งหมด  แต่ว่าหน่วยความจำชนิดนี้มีข้อเสียคือข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน RAM จะหายไปทันทีถ้าเกิดไฟดับ

 

ชนิดของ RAM

                ชนิดของ RAM หรือหน่วยความจำหลักที่เราใช้กันอยู่นั้นมีมากมายหลายชนิดด้วยกันแต่ผมจะขอพูดถึงแต่ที่กำลังมีใช้งานกันอยู่ในขณะนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกันนะครับ  Ram ที่นิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้ได้แก่  DDR RAM
DDR RAM เป็นหน่วยความจำที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท AMD เพื่อนำมาใช้กับ CPU AMD เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่า หน่วยความจำรุ่นเดิม คือ SD-RAM เพราะ DDR RAM สามารถทำงานได้เร็วกว่า และรองรับการทำงานกับ CPU ที่มีความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตเมนบอร์ดต่าง ก็ผลิตชิปเซทที่เข้ากันได้กับ DDR RAM มาใช้กับสินค้าของตน ไม่เว้นแม้กระทั่ง Intel  ผู้เคยพัฒนา RAM-Bus หน่วยความจำความเร็วสูง อีกชนิดหนึ่ง เพื่อนำมาใช้กับ Pentium 4 แต่ด้วยราคาที่สูงลิบลิ่วจึงทำให้ RAM-bus ไม่ได้รับความนิยม  Intel จึงหันมาพัฒนา ชิปเซทของตนเองให้สามารถใช้งานร่วมกับ DDR-RAM ด้วยได้.

ตอนนี้ DDR-RAM มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นคือ
1. DDR-SDRAM หรือ DDR I (1) เป็นหน่วยความจำ DDR รุ่นแรกทำงานร่วมกับ CPU ตระกูล Pentium 4 และ AMD ตระกูล Duron,Athron,Atron XP รุ่นแรก ๆ  ความเร็วบัสอยู่ระหว่าง 100-400 Mhz
2. DDRII  กำลังเป็นที่นิยมใช้กันอย่ในปัจจุบันนี้ ใช้กับ CPU ตระกูล Core ของทั้ง 2 ค่าย จุดเด่นคือความเร็วที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า DDRI มาก ลดปัญหาคอขวดข้อมูลระหว่าง CPU และ RAM ได้เป็นอย่างดี มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาในการทำงานอยู่ในช่วง 533-1066 Mhz
3. DDRIII สุดยอดหน่วยความจำในฝันของหลาย ๆ คนช่วยทำให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแบบสุด ๆ ถึงแม้ราคาจะสูงซักหน่อยแต่ก็คุ้มในระยะยาวไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ  ทำงานที่ช่วงความเร็วสัญญาณนาฬิกาตั้งแต่ 800-1600 Mhz

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น RAM จะทำงานที่ความเร็วเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าชิปเซทบนเมนบอร์ดจะรองรับความเร็วของ RAM ได้แค่ไหน ถ้าสมมุติเมนบอร์ดรองรับแค่  800 Mhz ใส่ RAM 1066 Mhz ไปมันก็วิ่งได้แค่ 800 Mhz เท่านั้น

“อืม…เมนบอร์ดนี่มีความสำคัญมาก ๆ จริง ๆ ด้วยนะคะ”

“ถะ ถะ ถะ ถูกต้องนะครับ !”

นอกจากจะเป็นหน่วยความจำหลักแล้ว DDR-RAM ยังเป็นหน่วยความจำให้กับอุปกรณ์สำคัญอีกตัวที่นักเล่นเกมส์ จะขาดไม่ได้นั่นก็คือ VGA CARD หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า การ์ดจอนั่นเอง

 

VGA cards (Display card)

การ์ดจอ

VGA card หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “การ์ดจอ”

                แรกเริ่มเดิมทีน้น VGA card เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งออกข้อมูล (Output device) ใช้ส่งออกข้อมูลที่ทำการประมวลผลเสร็จแล้วไปยังอุปกรณ์แสดงผลอย่างมอนิเตอร์ Monitor  แต่ช่วงระยะสิบกว่า ปีหลังมานี่ เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องใช้ในสำนักงานอีกต่อไปแต่มันยัง รองรับด้านความบันเทิงต่าง ๆ เช่นการดูภาพยนตร์ความละเอียดสูง หรือการเล่นเกมส์ 3 มิติ ที่ให้ภาพ,แสงเงา,Effect ต่าง ๆ สมจริง ดังนั้น VGA card จึงได้ถูกพัฒนาให้รองรับกับความต้องการตรงนี้ด้วย.

หลักการทำงานของ VGA card

                เมื่อ CPU ทำการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ เสร็จแล้วก็จะส่งข้อมูลเหล่านั้นมาที่ VGA card เพื่อทำการแปลงสัญญาณข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นสัญญาณในรูปแบบ Analog (R,G,B) เพื่อนำไปแสดงผลทางจอภาพต่อไป แต่ถ้าหากว่าข้อมูลที่ได้รับมาจาก CPU นั้นเป็นข้อมูลแบบ 3 มิติ เช่นเกมส์ หรือโปรแกรมที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงผล 3 มิติ ตัว GPU ( Graphic Processing Unit) ก็จะทำงานช่วยเร่งการประมวลผลข้อมูล 3 มิติเหล่านั้นให้มีความเร็วขึ้นและสมจริงสมจังมากยิ่งขึ้น  การ์ดจอบางรุ่น มี GPU ที่ทำงานได้ดีและเร็วกว่า CPU ซะอีกดังนั้นจึงมีโปรแกรมบางชนิดสามารถเรียกใช้ขุมพลังอันมหาศาลของ GPU ได้อย่างเช่นโปรแกรม VDO converter บางตัวและเริ่มมีผู้ผลิตซอฟท์แวร์รายอื่น ๆ ที่เริ่มผลิตซอฟท์แวร์ที่เรียกใช้ GPU มาช่วยในการประมวลผลได้ได้ ออกมาวางขายกันแล้ว
”แล้วอย่างเกมส์ THE SIM3 ที่เล็กชอบเล่นละคะ มันจำเป็นต้องใช้ การ์ดจอสามามิติไหม” น้องสาวถามถึงเกมส์โปรดที่ว่างเมื่อใดเป็นต้องเล่นทันที
”จำเป็นมากเลยเพราะเกมส์นี้เป็นเกมส์ที่มีความสมจริง ภาพและเสียงสวยงามตัวละครเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่นใช่ไหมละนั่นละเป็นผลที่ได้มาจากการใช้ การ์ดจอที่มีความสามารถในการประมวลผล 3 มิติที่ดี”
”แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะว่าเกมส์ไหนเครื่องเราเล่นได้หรือไม่ได้” น้องสาวถามต่อ

“ก็ง่าย ๆ คือเราจะต้องรู้จักก่อนว่าในเครื่องของเรานั้นติดตั้งการ์ดจอรุ่นใดยี่ห้อใด อยู่ อาจจะดูได้จากคู่มือหรือคลิ๊กขวา ที่ ๆ ว่าง ๆ ของ desktop แล้วเลือก Properties แล้วไปที่แท็บ setting ตรงนั้นเราก็จะเห็นรุ่นและยี่ห้อของการ์ดจอที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของเราแล้ว เช่นเครื่องของเล็กใช้การ์ดจอยี่ห้อ Asus ที่ใช้ Chip set GPU Nvidia Gforce FX 8400 GS RAM 512 MB เวลาเราไปซื้อเกมส์เราก็ดูที่ข้างกล่องว่ามันระบุการ์ดจออะไรเช่นถ้ามันระบุว่า Gforce FX 7600 Ram 128 MB ก็แสดงว่าเราสามารถนำเกมส์นั้นมาเล่นกับเครื่องของเราได้ แต่ถ้ามันระบุสเป็กที่สูงกว่า อย่าง Gforce FX 9600 GT  ก็แสดงว่าเกมส์นั้นอาจจะเล่นกับเครื่องของเราไม่ได้หรือถ้าเล่นได้ก็อาจจะมีอาการกระตุกให้เห็น ตรงส่วนนี้ถ้า CPU มีความเร็วมากกว่าสเป็กที่เกมส์ระบุไว้มากก็อาจช่วยได้”

“อ๋อคะพอดีเห็นเกมส์น่าเล่นอยู่เกมส์หนึ่งที่ร้านกำลังคิดอยู่ว่าถ้าซื้อมาแล้วจะเล่นได้ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้โทรนัดก้อยเพื่อนรักไปช็อปปิ้งดีกว่า  อิ๊..อิ๊”
”แหม..หัวเราะเสียงแหลมเชียวนะ แต่เสียใจจ้า พรุ่งนี้น้องต้องเรียนซ่อมคอมฯกับเฮียอีก 1 วันเต็ม ๆ นะ อิ อิ” ผมแกล้งหัวเราะใส่บ้าง
”ว๊า…แย่จัง”

มาดูอุปรกรณ์ชิ้นต่อไปกันดีกว่าครับคุณผู้อ่านปล่อยคุณน้องเค้าเศร้าไปก่อน  อุปกรณ์ตัวนี้ก็ถือได้ว่ามีความสำคัญมากทีเดียวนั่นก็คือ…

 

Harddisk (ฮาร์ดดิสก์)

                Harddisk เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลที่มีความจุสูงมากปัจจุบันมีความจุทะลุ 1 Terabyte ไปแล้วทำให้เรามีพื้นที่เหลือเฟือนในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย เช่นโปรแกรมใช้งานต่าง ๆ ,ตัวระบบปฏิบัติการ,หรืองานที่เราทำก็จะถูกบันทึกลง Harddisk ทั้งสิ้น

 

ชนิดของ  Harddisk

1. Harddisk แบบบันทึกข้อมูลด้วยจานแม่เหล็ก

harddisk

-Harddisk แบบจานหมุน

                Harddisk แบบนี้จะทำการเก็บข้อมูลไว้ในสารแม่เหล็กที่เคลือบอยู่บนแผ่นจานกลม ๆ ที่วางซ้อนหลาย ๆ ชั้นและในแต่ละชั้นก็จะมีหัวอ่านที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามตำแหน่งต่าง ๆ ของแผ่นจานคอยอ่าน,เขียน,ลบข้อมูลที่อยู่บนแผ่นจานแม่เหล็กตามคำสั่งที่ได้รับมา รายละเอียดเรื่อง Harddisk มีมากเอาไว้เราจะไปเรียนกันในหัวข้อ Harddisk และการแบ่งพาร์ติชั่นนะครับ

 

-Harddisk แบบ SSD

2. Harddisk แบบ Solid State Drive (SSD)

                Harddisk รุ่นใหม่ที่มีหลักการทำงานคล้าย ๆ Flash drive หรือ Handy drive ที่ราใช้ ๆ กันอยู่คือใช้ Flash Rom จำนวนหลาย ๆ ตัวมาต่อในวงจรเดียวกันแต่จะแตกต่างกับ Flash drive ตรงที่การเชื่อมต่อ SSD กับคอมพิวเตอร์จะใช้การเชื่อมต่อแบบ SATA ซึ่งให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลมากกว่าแบบ USB  ข้อดีของ Harddisk แบบนี้คือ มีความเร็วในการทำงานมากกว่า Harddisk แบบจานแม่เหล็ก 2-4 เท่าและไม่มีเสียงดังในการทำงานเพราะไม่ใช้มอเตอร์และเมื่อใช้ไปนาน ๆ จะไม่เกิดปัญหา หัวอ่านไปขูดขีดกับแผ่นแม่เหล็กทำให้ข้อมูลเสียหาย

แต่ข้อเสียของ SSD ก็มี คือราคาของมันค่อนข้างที่จะแพงเกินไปสำหรับผู้ใช้ทั่วไปดังนั้นคนจึงนิยมใช้ SSD ในเครื่องที่ต้องการประสิทธิภาพและความเร็วสูงๆ อย่าง SERVER  หรือเครื่องที่ใช้ในการทำงานออกแบบ Graphic หรือถ้าเป็นเครื่องของบุคคลทั่วไปก็จะใช้ SSD ขนาดเล็ก ๆ เช่น 40-50 GB เอาไว้ใส่ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมใช้งาน ส่วนเก็บข้อมูลก็ยังคงใช้ Harddisk แบบเดิมอยู่ดี

ผมเหลือบสายตาไปมองน้องสาวที่กำลังจับ Harddisk พลิกคว่ำพลิกหงายสอดส่องอยู่

“สงสัยตรงไหนหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ ไม่ค่ะ เชิญต่อเลยคะคุณพี่”

แล้วคุณผู้อ่านละครับสงสัยตรงไหนหรือเปล่าครับ… ถ้าไม่เราไปดูชิ้นส่วนสำคัญชิ้นต่อไปกันเลยครับ  นั่นคือ….

power supply แหล่งจ่ายพลังงานของ Computer 

Power supply

                Power supply หรือ PSU คืออุปกรณ์ที่มีหน้าที่แปลงไฟกระแสสลับ(ไฟบ้าน หรือ ที่เรียกกันว่าไฟ AC) ให้กลายเป็นไฟลกระแสตรง(DC)เพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ทุกชิ้นที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา (อุปกรณ์ทุกชิ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ไฟกระแสตรงทั้งหมดครับ) ถ้า Power supply ของเราเสียหรือทำงานไม่ปกติมันอาจสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์หลาย ๆ ตัวหรือทุกตัวในเครื่องของเราได้เลยทีเดียวดังนั้นแล้วในบทต่อไปเราจะมาเรียนเจาะลึกเรื่องของ หลักการทำงานและวิธีการสังเกตอาการเสียที่เกิดจาก Power supply กันครับ

ส่วน Hardware  ชิ้นอื่น ๆ ก็จะมีดังต่อไปนี้ครับ
– DVD-Rom เอาไว้ใช้ใส่แผ่น CD,DVD เพื่ออ่านหรือ ไรท์ข้อมูลลงแผ่น (ตอนนี้มีdrive ที่เป็นแบบ Blue-ray แล้วนะครับ)
Floppy drive เอาไว้อ่านแผ่น floppy disk
– Card reader เอาไว้อ่านหน่วยความจำชนิดต่าง ๆ เช่นMicroSD ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ หรือ

Memory stick ที่เอาไว้ใช้ในเครื่อง PSP เป็นต้น

Monitor หรือหน้าจอ จะมี 2 แบบคือแบบที่เราใช้กันอยู่นี้แบบแบน ๆ บาง ๆ เรียกว่า LCD  กินไฟน้อยให้ภาพคมชัดและช่วยถนอมสายตา ส่วนอีกแบบที่เป็นจอใหญ่ ๆ คล้าย ๆ โทรทัศน์ รุ่นเก่า เราเรียกว่า CRT ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้วเพราะว่ามันกินไฟมากและเวลาทำงานนาน ๆ อาจเป็นอันตรายกับสายตาได้ ครับ

“เอาละเพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาเรียนเรื่องของ Power supply กันแบบเจาะลึกกันเลยดีกว่า”

“เดี๋ยวค่ะ! เดี๋ยวค่ะ! คุณพี่ชาย” พูดพลางเอามือมาปิดปากผม
”ขอน้องลงไปซื้อน้ำมะนาวปั่นคุณป้าข้างบ้านสักครู่นะคะ คุณผู้อ่านก็แวะพักหาน้ำเย็น ๆ ดื่มซักแก้วนะคะ..ไปแล้วคะเดี๋ยวมา”  ไม่ทันรอให้ผมอนุญาต ยายเล็กก็ลุกจากเก้าอี้แล้ววิ่ง ตึกตักออกจากห้องผมไปที่หน้าบ้านทันที.

—————————————–

 อ่านต่อบทที่ 2 Power supply แหล่งจ่ายพลังงานของคอมพิวเตอร์




1 comment

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *